บทที่ 6 ความขัดแย้งบนโต๊ะอาหารที่ไร้เสียง
เสียงช้อนเงินกระทบจานเซรามิกดังขึ้นเบาๆ ท่ามกลางความเงียบงันในห้องอาหาร ปรางปวีร์นั่งเกร็งตัวอยู่มุมไกลสุด สองมือประสานแน่นบนตัก ก้มมองจานข้าวว่างเปล่าอย่างอดทน
ประตูเปิดออกพร้อมร่างสูงของตุลย์ในชุดสูททำงานเขากวาดสายตามองโต๊ะอาหารชั่วครู่ ก่อนนั่งลงฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าเย็นชา
“วันนี้งานที่บริษัทยุ่งมากไหมลูก” ท่านประธานตระการเอ่ยทัก พลางตักซุปให้ลูกชาย
“ก็เรื่อยๆ ครับ” ตุลย์ตอบเสียงเรียบ ก่อนปรายตาไปทางปรางปวีร์
“ถ้าไม่มีพวกน่ารำคาญคอยกวนใจ ลำพังบริหารงานก็เหนื่อยจะแย่ ยังต้องมาระวังพวกคอยเกาะกินในบ้านอีก”
ปรางปวีร์ก้มหน้าต่ำลงกว่าเดิม เลือกที่จะเงียบและปล่อยให้คำพูดเชือดเฉือนผ่านไป
ตุลย์ยกแก้วน้ำขึ้นจิบ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะเสียงดัง กริ๊ก
“ช่วงนี้บ้านเรากลิ่นแปลกๆ ไม่รู้มาจากดอกไม้เน่า หรือพวกเศษขยะที่หลงเข้ามากันแน่ บรรยากาศถึงได้แย่ลงทุกวัน”
“ตาตุลย์!” ท่านประธานวางช้อนลงทันที “พูดจาให้มันดีๆ หน่อย น้องก็นั่งกินข้าวอยู่เงียบๆ แกจะหาเรื่องอะไรนักหนา”
“ผมพูดเรื่องจริงครับ ถ้าเจียมตัวว่าอาศัยเขาอยู่ ก็ควรไปหลบกินในครัว ไม่ใช่มาเสนอหน้าร่วมโต๊ะให้เสียอารมณ์... หรือหน้าหนาจนลืมไปแล้วว่านี่ไม่ใช่บ้านตัวเอง”
“แก...” ท่านประธานชี้หน้าลูกชายด้วยความโมโห
“ปรางอิ่มแล้วค่ะคุณลุง ขอตัวนะคะ” หญิงสาวขยับเตรียมลุกขึ้น
“นั่งลงก่อนหนูปราง” ท่านประธานห้ามเสียงเด็ดขาด ก่อนหันไปมองลูกสาวบุญธรรมด้วยความเห็นใจ
“กินข้าวต่อเถอะลูก แล้วโปรเจกต์จบเป็นยังไงบ้าง ใกล้เสร็จหรือยัง”
“กำลัง... ใกล้เสร็จแล้วค่ะคุณลุง เหลือแค่ทำเล่มส่งอาจารย์สัปดาห์หน้าค่ะ” ปรางปวีร์ฝืนยิ้มตอบ
“เรียนจบไปก็เท่านั้นแหละ” ตุลย์พูดแทรกขึ้นมาทันที
“ผลาญค่าเทอมไปตั้งกี่ปี สุดท้ายก็ตั้งใจจะจับผู้ชายรวยอยู่ดี จะเสียเวลาทำโปรเจกต์ไปทำไม”
“ตุลย์!” ท่านประธานตบโต๊ะดังลั่น
“แกชักจะล้ำเส้นเกินไปแล้วนะ น้องเขาตั้งใจเรียนมาตลอด แกไม่มีสิทธิ์ไปดูถูกความพยายามของคนอื่น!”
“ผมแค่พูดสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าพูด ถ้าบริสุทธิ์ใจจริง ทำไมไม่ออกไปหาเช่าห้องอยู่เอง จะหน้าด้านเกาะบ้านคนอื่นกินอยู่ทำไม”
“พอเถอะค่ะคุณลุง” ปรางปวีร์เอ่ยขัดเสียงสั่น ขอบตาเริ่มรื้นน้ำตา
“คุณตุลย์พูดถูก... ปรางเป็นคนนอก อย่าต้องมาทะเลาะกันเพราะปรางเลยค่ะ”
“ดูสิครับ บีบน้ำตานิดเดียวก็มีคนสงสารแล้ว” ตุลย์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขยับเสื้อสูทพลางมองทั้งสองคนอย่างเหยียดๆ
“เล่นละครเก่งขนาดนี้ น่าจะไปเป็นดารา มากกว่าเรียนบริหารนะ”
“ไอ้ตุลย์ นั่งลงเดี๋ยวนี้!”
“ผมกินไม่ลงหรอกครับ ต่อให้อาหารดีแค่ไหน แต่ต้องมากินร่วมโต๊ะกับพวกปลิงสูบเลือด มันก็เหมือนกินขยะ... ขอตัวไปทำงานดีกว่า อยู่ตรงนี้แล้วเสียอารมณ์”
ตุลย์รวบช้อนส้อมกระแทกจานดัง เพล้ง ก่อนหันหลังเดินออกไปทันที
“อย่าไปถือสามันเลยนะหนูปราง” ท่านประธานเอื้อมมือมาตบหลังมือเธอเบาๆ
“นิสัยเอาแต่ใจ ปากไว พูดยากแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ลุงขอโทษแทนด้วยนะลูก กินต่อเถอะ อย่าเอามาใส่ใจเลย”
ปรางปวีร์ฝืนพยักหน้ารับ แม้จะพยายามยิ้ม แต่ความอึดอัดที่จุกแน่นในอกก็ทำให้เธอไม่อาจกลืนอาหารลงคอได้แม้แต่คำเดียว
รถยุโรปของคุณตระการเพิ่งแล่นพ้นคฤหาสน์ไปไม่ถึงสิบนาที ความวุ่นวายยามเช้าเริ่มสงบลง ปรางปวีร์กระชับสายกระเป๋าเป้ ก้าวเร็วๆ ไปตามทางเดินเพื่อรีบออกไปรอรถเมล์ หวังจะเลี่ยงการเผชิญหน้ากับคนใจร้าย ทว่าพอก้าวพ้นมุมทางแยกปีกขวา ร่างสูงในเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มก็ก้าวออกมาขวางทางราวกับดักรออยู่แล้ว
ปรางปวีร์ชะงัก สองมือบีบสายกระเป๋าเป้แน่นโดยอัตโนมัติ
ตุลย์ล้วงกระเป๋ากางเกง ยืนพิงกรอบประตูพลางกวาดสายตาประเมินเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า
"จะรีบไปไหน" น้ำเสียงเยียบเย็นนั้นไม่ใช่คำถาม แต่เป็นคำสั่งให้หยุด
"ไปเรียนค่ะ" เธอตอบสั้นๆ ขยับเบี่ยงตัวหลบ แต่เขาก็ก้าวมาขวางไว้อีก
"ฉันยังไม่อนุญาต"
"คุณลุงไปบริษัทแล้ว คุณตุลย์มีธุระอะไรกับปรางอีกคะ" เธอช้อนตาขึ้นมอง พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น
"เพราะพ่อไม่อยู่ไง ฉันถึงต้องมาเคลียร์ธุระตัวเอง" ตุลย์ก้าวเข้าหาจนเธอต้องถอยร่นชิดผนัง
"เมื่อคืนพ่ออาจจะออกรับแทนจนเธอเหลิง แต่อย่าลืมว่าเธอเป็นแค่คนอาศัย และอยู่ที่นี่ต้องมีกฎ"
"กฎอะไรคะ"
"ข้อแรก" เขากดเสียงต่ำ "ปีกขวาของบ้านรวมถึงห้องทำงานฉันคือเขตหวงห้าม อย่าเสนอหน้าเข้าไปใกล้ ฉันไม่ชอบให้คนแปลกหน้ามาวุ่นวาย"
"ปรางไม่เคยคิดจะเข้าไปยุ่งอยู่แล้วค่ะ ปรางอยู่แค่ในห้องตัวเองก็พอ"
"ดี จำไว้ให้แม่น" เขาเหยียดยิ้ม
"ข้อสอง ห้ามใช้ห้องนั่งเล่นหลัก ฉันเอาไว้รับแขกวีไอพี ไม่ใช่ที่ให้ใครก็ไม่รู้มานั่งเล่นโทรศัพท์ อยากพักก็มุดหัวอยู่แต่ในห้องตัวเองซะ"
"เข้าใจค่ะ มีอะไรอีกไหมคะ ปรางจะได้รีบไปเรียน" เธอถามกลับอย่างอดทน
"ข้อสาม..." ตุลย์ขยับเข้าใกล้จนกลิ่นน้ำหอมผสมมินต์ลอยแตะจมูก
"อย่าทำตัวกร่างตีเสมอเจ้านาย เธอไม่มีสิทธิ์สั่งคนรับใช้บ้านฉัน หน้าที่ของเธอคือเจียมตัวและอย่าทำตัวน่ารำคาญ"
"ปรางรู้สถานะตัวเองดีค่ะ และไม่เคยคิดจะทำตัวเหนือใครในบ้านนี้" หญิงสาวตอบฉะฉาน แววตาไร้ความหวาดกลัวอย่างที่เขาคาดหวัง
ตุลย์แค่นหัวเราะ โน้มหน้าลงมาใกล้จนสายตาแทบจะอยู่ในระดับเดียวกัน
"ฉันขีดเส้นไว้ชัดเจนแล้ว ถ้ากล้าล้ำเส้นมาแค่นิดเดียว... ได้เห็นดีกันแน่"
ความเงียบที่น่าอึดอัดโรยตัวลงมา ร่างสูงใหญ่จงใจยืนขวาง บดบังแสงจากหน้าต่างจนเงาทาบทับร่างเล็ก นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกราวกับรอให้กำแพงความเข้มแข็งของเธอพังทลายลง
ปรางปวีร์เพียงสูดหายใจลึก มือที่บีบสายกระเป๋าคลายออกช้าๆ เธอรู้ดีว่าการแสดงความอ่อนแอมีแต่จะทำให้เขาได้ใจ
“ปรางเข้าใจทุกข้อค่ะ” เสียงของเธอราบเรียบ ไม่มีการสะอื้นอย่างที่เขาอยากเห็น
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน แววตาที่เคยมั่นใจเริ่มปรากฏรอยหงุดหงิด การที่เธอไม่หลบตาถือเป็นการท้าทายเขากลายๆ
“เข้าใจก็ดี หวังว่าจะจำใส่สมอง ไม่ใช่รับปากส่งๆ แล้วลับหลังก็แอบอ้างบารมีพ่อฉัน”
“คุณตุลย์ขีดเส้นไว้ตรงไหน ปรางจะไม่ก้าวข้ามไปเด็ดขาดค่ะ” ดวงตาคู่สวยสบตากลับอย่างไม่ลดละ
“ทั้งปีกขวาและห้องทำงาน ปรางจะไม่เฉียดเข้าไปแม้แต่นิดเดียว”
“คิดว่าทำหน้านิ่งๆ แล้วฉันจะเชื่อเหรอ” ตุลย์หยัดตัวยืนเต็มความสูง ความเด็ดเดี่ยวนั้นทำให้ชายหนุ่มขัดใจลึกๆ เขาเกลียดสายตาที่ไม่เกรงกลัวและไม่เคารพยำเกรงแบบนี้
“ผู้หญิงที่เข้ามาในบ้านคนรวยก็หวังชุบตัวกันทั้งนั้น หลอกพ่อฉันได้ แต่อย่าคิดจะมาใช้ไม้นี้กับฉัน”
“ปรางไม่ได้มาหลอกใครค่ะ แต่ถ้าคุณจะมองแบบนั้นปรางก็ห้ามไม่ได้”
“ปากดี” ชายหนุ่มแค่นเสียง “เก่งให้ตลอดรอดฝั่งก็แล้วกัน บ้านนี้มีหูมีตาอยู่ทุกที่ พลาดเมื่อไหร่ ฉันนี่แหละจะโยนเธอออกไปเอง”
“คุณก็รอวันนั้นให้มาถึงก่อนค่ะ” เธอตอบกลับ “ถ้าหมดธุระแล้ว ขอตัวนะคะ เดี๋ยวจะไปเรียนสาย”
